|
![]() |
|
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคของปลาสวยงาม* ----------------------- ปลาเป็นสัตว์เลือดเย็นอาศัยอยู่ในน้ำ
ซึ่งนับเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงได้โดยง่ายโดยเฉพาะในตู้เลี้ยงปลาที่ไม่มีการถ่ายเทของน้ำดังเช่นในธรรมชาติ
คุณสมบัติของน้ำที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบในร่างกายของปลาเป็นอย่างมาก
ทำให้ปลาอ่อนแอลง จึงง่ายต่อการติดเชื้อ
นำไปสู่การระบาดของโรคแก่ปลาตัวอื่นๆได้
ผู้เลี้ยงปลาสวยงามจึงควรมีความเข้าใจพื้นฐานว่าการเลี้ยงปลาสวยงามซึ่งมักเป็นการเลี้ยงในพื้นที่จำกัดนั้น
เป็นการนำปลามาเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่ผิดไปจากธรรมชาติ
ทั้งอาหารที่ให้และสภาพความเป็นอยู่ทำให้โอกาสที่ปลาเป็นโรคมีมากขึ้น ปลาที่เป็นโรคจะมีอาการแตกต่างไปจากเดิมซึ่งสามารถสังเกตได้
เช่น การทรงตัวว่ายน้ำไม่มีทิศทาง
เชื่องช้า เซื่อมซึม
กินอาหารน้อยลงหรือไม่กินอาหาร
สีสันผิดไปจากปกติ อาจเข้มขึ้นหรือซีดจางไม่สวยงามเช่นเดิม
มีการขับเมือกหรือสิ่งแปลกปลอมออกมาตามลำตัว
มีอาการตกเลือดที่ผิวหนัง
ท้องบวม ตาโปน ครีบและหางกร่อน
เกล็ดหลุด เป็นต้น โรคปลาสวยงามเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ
เช่น จาการติดเชื้อ ซึ่งได้แก่
แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา
จากพยาธิต่างๆ รวมทั้งสาเหตุจากคุณภาพน้ำ
อาหารที่ใช้เลี้ยงปลา
หรือการได้รับสารพิษต่างๆ
เป็นต้น โดยทั่วไปผู้เลี้ยงปลาสวยงามมักจะซื้อยามาใช้รักษาโรคปลาตามอาการที่พบเห็นโดยที่มิได้แก้ปัญหาที่สาเหตุ
จึงไม่สามารถรักษาโรคปลาให้หายขาดได้
เมื่อเลี้ยงปลาไประยะเวลาหนึ่งปลาจะกลับมาเป็นโรคอีก
และเมื่อปลาตายจึงซื้อปลามาเลี้ยงใหม่วนเวียนอย่างนี้เรื่อยไป การป้องกันโรคเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเลี้ยงปลาสวยงาม
เนื่องจากการรักษามักไม่ค่อยให้ผลดีเท่าที่ควร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาด้วยการผสมยาในอาหาร
เพราะปลาที่เป็นโรคส่วนใหญ่มักไม่กินอาหารหรือกินอาหารได้น้อยลง
นอกจากนี้ยาที่ผสมในอาหารจะละลายไปในน้ำส่วนหนึ่ง
ทำให้ปลาได้รับยาในปริมาณที่น้อยกว่าที่ควร
ปกติปลาป่วยที่แสดงอาการให้เห็น
ส่วนใหญ่แล้วมักจะยากต่อการรักษา
เพราะอาการค่อนข้างจะหนักแล้ว เคล็ดลับเบื้องต้นของการควบคุมป้องกันโรคในปลาสวยงาม
ไม่แตกต่างไปจากการควบคุมป้องกันโรคในสัตว์น้ำชนิดอื่น
การควบคุมและป้องกันโรคเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการ
การเกิดโรคในปลามักเป็นผลมาจากการที่ผู้เลี้ยงไม่เอาใจใส่ดูแลสภาพแวดล้อม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดการคุณภาพน้ำที่เหมาะสม
การรักษาระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงปลาสวยงามให้ดีอยู่เสมอ
เริ่มตั้งแต่การใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่ปลอดสิ่งปนเปื้อนต่างๆ
การรักษาระดับปริมาณออกซิเจนละลายน้ำให้เพียงพออยู่เสมอ
การควบคุมคุณสมบัติของน้ำให้เหมาะสมกับชนิดปลา
เช่น การควบคุมความกระด้างและ
pH ของน้ำ ตัวอย่างเช่น
ปลาหมอสีจากทะเลสาปอัฟริกันรีฟ
ชอบอยู่ในน้ำกระด้าง
(Dawes,1987) ส่วนอุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงปลาปอมปาดัวร์
ไม่ควรต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส
(Mayland,1994) การควบคุมมิให้เกิดการสะสมของแอมโมเนียในน้ำ
การหลีกเลี่ยงมิให้มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิน้ำอย่างรวดเร็ว
การเปลี่ยนถ่ายน้ำเป็นครั้งคราวเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่ปลาอาศัยอยู่ให้มีความสมดุลใกล้เคียงกับสภาพธรรมชาติที่ปลาต้องการ
นอกจากนี้ ต้องมีการจัดการด้านอื่นประกอบด้วย
เช่น ดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอในการเตรียมสถานที่เลี้ยงและอุปกรณ์
การใช้เครื่องมือที่สะอาด
การคัดเลือกพันธุ์ปลาที่แข็งแรงปลอดโรค
มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้
หรือผ่านการตรวจโรคก่อนนำมาเลี้ยง
การปล่อยปลาลงเลี้ยงในจำนวนที่เหมาะสมกับขนาดของตู้หรือบ่อเลี้ยงมิให้หนาแน่นจนเกินไป
อาหารที่ให้ก็ควรพิจารณาอาหารที่มีคุณภาพ
และให้ในปริมาณที่เหมาะสม
อย่าให้มากจนเหลือ ควรให้อาหารเป็นเวลา
หมั่นทำความสะอาดตู้หรือบ่อเลี้ยง การควบคุมป้องกันโรคอีกวิธีหนึ่ง
ได้แก่ การใช้สารเคมีหรือยาเพื่อป้องกันโรค
เมื่อมีการสัมผัสหรือขนย้ายปลา
อาจทำให้เกิดบาดแผลหรือรอยขีดข่วนบนตัวปลาและทำลายเมือกที่ทำหน้าที่ปกคลุมตัว
การใช้สารเคมีหรือยา
เช่น เกลือแกง ด่างทับทิม
อย่างถูกต้อง จะช่วยเร่งการสมานบาดแผลหรือรอยขีดข่วนนั้น
และช่วยยับยั้งการเข้าทำลายของเชื้อโรคได้
ในทางตรงข้ามการใช้สารเคมีมากเกินไปจะเป็นอันตรายกับปลาหรือทำให้น้ำเป็นพิษได้
การใส่ยาหรือสารเคมีเพื่อกำจัดปรสิตและลดปริมาณแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค
อาจมีผลข้างเคียงไปกำจัดแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์
ได้แก่ แบคทีเรียที่ช่วยกำจัดของเสียในตู้ปลา
เช่น Nitrifying bacteria จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือสารเคมีใส่ตู้ปลา
ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมป้องกันโรค
คือ การจัดการสภาพแวดล้อมผสมผสานไปกับการใช้สารเคมีหรือยาเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็น สิ่งที่ควรป้องกันอีกประการหนึ่ง
คือ อาหารสำเร็จรูปที่ใช้ในการเลี้ยงปลาอาจทำให้ปลาเป็นโรคได้
ถ้าเป็นอาหารที่มีคุณภาพต่ำปลาจะขาดสารอาหารบางชนิดทำให้เกิดความอ่อนแอ
เจริญเติบโตช้า ฉะนั้น
อาหารสำเร็จรูปที่ให้ควรจะประกอบด้วยโปรตีน
ไขมัน คาร์โบไฮเดรท แร่ธาตุต่าง
ๆ ที่เหมาะสมและเป็นไปตามมาตรฐาน
แม้แต่อาหารที่มีคุณภาพแต่ถ้าเก็บไว้นานจนหมดอายุ
หรือเก็บรักษาไม่ดี
อาจเกิดเชื้อรา ซึ่งเป็นอันตรายกับปลาได้เช่นกัน
อาหารมีชีวิตบางครั้งอาจมีเชื้อโรคติดมา
เช่น ไรแดง หนอนแดง ลูกน้ำ
ลูกปลาหรือลูกกุ้ง ควรจะนำมาฆ่าเชื้อหรือทำความสะอาดก่อน
ลูกปลาที่ใช้เป็นอาหารปลาควรเป็นปลาที่เป็นก้านครีบไม่แข็งนัก
เพราะปลาที่มีก้านครีบแข็งอาจทำอันตรายต่อทางเดินอาหารของปลาก่อให้เกิดบาดแผลและป่วยได้
ควรเลือกอาหารให้มีความเหมาะสมกับขนาดและชนิดของปลาด้วย หากปลาสวยงามที่เลี้ยงอยู่เกิดโรค
องค์ประกอบหลักในการรักษาให้มีประสิทธิภาพได้แก่
การวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุของโรค
อันจะนำไปสู่การรักษาโรคที่ถูกวิธี
และสามารถใช้สารเคมีหรือยาได้ตรงตามชนิดของโรคนั้น
ๆ บางครั้งปลาที่แสดงอาการของโรคคล้ายคลึงกัน
แต่อาจมีสาเหตุของโรคต่างกันออกไป
หากการวินิจฉัยไม่ถูกต้องก็ไม่อาจรักษาให้หายได้
บางครั้งการเกิดโรคของปลาไม่ได้มีสาเหตุจากการติดเชื้อเท่านั้น
แต่อาจเกิดขึ้นจากความเครียด
เนื่องคุณภาพน้ำไม่เหมาะสม
ออกซิเจนที่ละลายในน้ำน้อยเกินไป
อุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลงมาก
หรือมีสารพิษในน้ำที่เลี้ยงปลา
ผู้เลี้ยงปลาจึงควรศึกษาเกี่ยวกับสุขลักษณะ
อุปนิสัย ความเป็นอยู่
การกินอาหาร อาการผิดปกติของปลา
รวมถึงการจัดการสภาพแวดล้อมและคุณภาพน้ำที่เหมาะสม
เพื่อใช้ประกอบในการวินิจฉัยโรค.... ---------------------------------- * คัดมาจาก
“บทนำ” ของเอกสารวิชาการของกรมประมง
ฉบับที่ 1/2545 เรื่อง โรคของปลาสวยงามน้ำจืด
(Diseases of Freshwater Ornamental Fish) รวบรวมและเรียบเรียงโดย
คีรี กออนันตกุล ----------------------------------------------------------------------------- เมื่อไม่นานมานี้
มีประกาศออกมาเป็นข่าวเล็กๆ... ทางการขอความร่วมมือชาวบ้าน
ไม่ให้ปล่อยปลาคาร์พเสียชีวิตลง
ในแหล่งน้ำสาธารณะ เป็นข่าวสั้น...ไม่น่าสนใจ
แต่ความนัยกินใจความลึกซึ้ง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้เลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พพบปลาที่เลี้ยงไว้เกิดอาการป่วยและเสียชีวิต ด้วยโรคประหลาดที่ไม่เคยมีรายงานพบในเมืองไทยมาก่อน จึงนำไปให้ทางกรมประมงตรวจพิสูจน์ซาก พบปลาคาร์พติดเชื้อไวรัส
KHV (Koi Herpes Virus) อธิบายภาษาชาวบ้าน
ติดไวรัสที่ทำให้ปลาป่วยเป็นโรคเริม
หรืองูสวัด มีตุ่มพุพองเกิดขึ้นที่ตัวปลา ปลาคาร์พป่วยเป็นโรคงูสงัด
ฟังดูแล้ว ชาวบ้านทั่วไปรู้สึกเฉยๆ ไม่เห็นจะน่าตื่นเต้นแต่อย่างใด
แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง
รศ.น.สพ.ดร. จิรศักดิ์ ตั้งตรงไพโรจน์
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แสดงอาการห่วงใยออกมาไม่น้อย โรคร้ายสายพันธุ์นี้
เป็นหนึ่งในโรคที่ OIE องค์การระบาดสัตว์
ระหว่างประเทศ สั่งให้ประเทศสมาชิกควบคุมอย่างเข้มงวด "เมื่อตุลาคม
ปี 2546 โรคนี้ได้ระบาดครั้งใหญ่ในจังหวัดอิบารากิ
ประเทศญี่ปุ่น การทำให้ปลาคาร์พในประเทศญี่ปุ่นตายไปถึง
1,124 ตัน ธุรกิจเลี้ยงปลาคาร์พเสียหายคิดเป็นเงินสูงถึง
280 ล้านเยน กรมประมงไทย...ออกประกาศสั่งห้ามนำปลาคาร์พจากญี่ปุ่นเข้าประเทศไทย เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน
2546" ปัญหามีว่า โรคนี้มาระบาดในบ้านเราได้อย่างไร แม้จะมีการอ้างว่า
ต่อมาได้มีการยกเลิกคำสั่งห้ามนำเข้าปลาคาร์พ จากญี่ปุ่นไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน
2547 แล้วก็ตาม ในทางปฏิบัติเพื่อการควบคุมโรค
เมื่อญี่ปุ่นเป็นพื้นที่มีการระบาด การนำปลาคาร์พจากญี่ปุ่น
ควรมีการเฝ้าระวัง กักกันปลาไว้ตรวจพิสูจน์ ให้แน่ใจก่อน ปลาที่นำเข้ามาปลอดเชื้อจริงตามข้อปฏิบัติของ
OIE ที่เราเป็นสมาชิกหรือไม่ ข้อมูลในวงการผู้เลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พระบุ
การระบาดของโรค KHV ที่เกิดขึ้น มาจากการลักลอบนำเข้าปลาคาร์พสวยงามจากประเทศญี่ปุ่น
มาประกวดชิงเงินรางวัลในบ้านเรา การลักลอบนำเข้าปลาคาร์พ
บ้านเราทำได้ไม่ยาก
สามารถนำเข้าได้ทางเครื่องบิน โดยผู้ลักลอบบินไปซื้อปลาคาร์พที่ญี่ปุ่น
เอาใส่กล่องโหลดบรรทุกใส่เครื่องบิน ถึงสนามบินดอนเมือง
เดินถือผ่านด่านตรวจได้สบายมาก เพราะด่านทางออก...ไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสัตว์น้ำ เจ้าหน้าที่ศุลกากร
หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตรวจสัตว์น้ำ
ไม่มีความรู้ความสามารถที่จะตรวจสัตว์น้ำได้ เลยปล่อยให้ผู้โดยสารนำปลาเข้ามาในประเทศ ขณะที่การนำเข้าแบบถูกกฎหมายทางคาร์โก้สายการบิน
นำปลาผ่านทางคลังสินค้า จะถูกตรวจสอบและกักกันปลาเพื่อให้ปลอดโรค พวกลักลอบจึงนำปลาคาร์พเข้าไทยได้ง่ายกว่า
เร็วกว่าผู้ที่ทำธุรกิจถูกกฎหมาย นำเข้าแล้ว เอาปลาไปเลี้ยงฟูมฟักสักระยะหนึ่ง
จากนั้นก็นำเข้าสู่เวทีประกวด ปลาคาร์พของแต่ละเจ้าที่ส่งเข้าประกวด
จะถูกปล่อยให้รวมอยู่ในบ่อเดียวกัน เพื่อให้กรรมการตัดสิน การนำปลามาปล่อยให้ว่ายน้ำอยู่รวมกันนี่แหละ... ทำให้เชื้อโรคที่มากับปลาคาร์พจากญี่ปุ่นสามารถแพร่ระบาดไปยังปลาคาร์พของเจ้าอื่น และเมื่อเจ้าของปลาคาร์พเอาปลากลับฟาร์ม
ก็เอามาปล่อยรวมกันอยู่กับปลาตัวอื่น เชื้อจึงมีโอกาสแพร่กระจายได้แบบลูกโซ่ "ที่เป็นปัญหามากที่สุดของการแพร่กระจาย...ก็คือ เชื้อตัวนี้มันสามารถอยู่ในน้ำได้
ไม่เหมือนเชื้อไข้หวัดนกลอยอยู่ในอากาศได้ ไม่นาน...ก็ตาย ปัญหาของเชื้อไวรัสปลาคาร์พ
อย่าว่าแต่ปลาตายจะถูกนำไปทิ้งลงแหล่งน้ำสาธารณะเลย แม้แต่น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาคาร์พติดเชื้อ
KHV ถูกปล่อยไปที่ไหน เชื้อตัวนี้ก็แพร่กระจายไปที่นั่น" ยิ่งกว่านั้นที่น่ากังวลเป็นที่สุด...โรคนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับปลาแฟนซีคาร์พอย่างเดียว
ปลาในตระกูลปลาคาร์พ...ปลาไน,
ปลาจีน, ปลาตะเพียน,
ปลากระโห้, ปลาซ้ง,
ปลายี่สก, ปลาหางไหม้,
ปลากา ฯลฯ เป็นได้ทั้งนั้น พูดง่ายๆ ปลาไม่ว่าจะเป็นตัวเล็กตัวใหญ่
สีอะไร ถ้ามีรูปร่างหน้าตาโครงสร้างคล้ายปลาตะเพียน
ว่ายน้ำไปเจอเชื้อนี้ สามารถป่วยเป็นโรค
KHV ได้ทั้งสิ้น ดร.จิรศักดิ์
บอกว่า ปลาคาร์พเป็นตระกูลที่ใหญ่ที่สุด
เท่ากับว่า มีปลามากชนิดที่สุด
โรคนี้แพร่ระบาดไปทั่วตามแหล่งน้ำเมื่อไหร่ ปลาเมืองไทยมีสิทธิ์ป่วยตายเป็นเบือได้ไม่ยาก และมีผลทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาตระกูลคาร์พเป็นสัตว์เศรษฐกิจ
ได้รับความเสียหาย ถ้าหน่วยราชการไม่ตื่นตัวแก้ปัญหาให้ทันกาล "ที่ผ่านมามีรายงานจากต่างประเทศ เชื้อไวรัสตัวนี้อาจจะติดต่อไปยังปลาในตระกูลที่ใกล้ชิดกับปลาคาร์พได้ด้วย โดยเฉพาะปลาในตระกูลเดียวกับปลาหมอ
ปลานิล" ถ้ารายงานนี้เป็นจริง...ปลาเศรษฐกิจของชาวบ้าน อาจจะได้รับความเสียหายจากเชื้อตัวนี้ไม่น้อย...
ปลาหมอ หมอเทศ
ปลานิล ปลาทับทิม ที่ชาวบ้านเลี้ยงกันมีโอกาสเสี่ยง เชื้อตัวนี้สามารถจะระบาดสู่คนหรือสัตว์บก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้เหมือนไข้หวัดนกหรือไม่? ดร.จิรศักดิ์
บอกว่า การแพร่ระบาดของเชื้อนั้น
ไม่มีทางติดต่อกันได้ "ถ้าถามว่า
เกิดมีสัตว์อย่าสุนัข
แมว หรือคน ได้รับเชื้อโดยตรง
ด้วยการกินปลาที่ป่วยตายด้วยโรคนี้
จะทำให้สุนัข แมว คน
ป่วยตายแบบเดียวกับการกินไก่ติดเชื้อหวัดนกหรือเปล่า
คำตอบก็คือยังไม่มีใครรู้
เพราะยังไม่มีการทดลองว่าจะเป็นได้
หรือไม่ แต่กรณีของไข้หวัดนกนั้นมีการทดลองกับแมว" เพื่อความไม่ประมาท แต่ไม่ต้องถึงขั้นตื่นตระหนกตกใจจนเกินไป...ผู้เลี้ยงปลาคาร์พทั้งหลาย ควรหมั่นใส่ใจเรื่องความสะอาดของการเลี้ยงปลา พบปลาป่วยเป็นโรคนี้ก็อย่าเคลื่อนย้ายปลานอกพื้นที่เลี้ยง ปลาตายก็ให้เผาและฝังดิน
อย่านำไปทิ้งในแหล่งน้ำสาธารณะ และอย่าทิ้งสะเปะสะปะให้หมาแมวไปกิน อุปกรณ์เลี้ยงปลาคาร์พ
ไม่ว่าจะเป็นสวิง ตาข่าย
ควรหมั่นทำวามสะอาดฆ่าเชื้อ น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาคาร์พ
ก่อนจะปล่อยทิ้งก็ควรฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายเป็นวงกว้าง
มีผลให้ปลาชนิดอื่นในบ้านเราต้องพลอยสูญพันธุ์ ----------------------------- ** จากสกู๊ปข่าวหน้า
1 ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่
14 เมษายน 2548
|